วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อิตาลี(สถานที่)







โคลอสเซียม (อังกฤษ: Colosseum หรือ Flavian Amphitheatre; อิตาลี: Colosseo - โคลอสโซ) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน
ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)
7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ






สุสานใต้ดินแห่งกรุงโรม หรือ สุสานรังผึ้งแห่งกรุงโรม (อังกฤษ: Catacombs of Rome) เป็นสุสานโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บศพใต้ดิน[1]ในกรุงโรมหรือใกล้กรุงโรมในประเทศอิตาลี ซึ่งมีด้วยกันอย่างน้อยสี่สิบสุสาน บางสุสานก็เพิ่งพบเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่าจะมีชื่อเสียงว่าเป็นที่เก็บศพของผู้นับถือคริสต์ศาสนา แต่ก็เป็นที่เก็บศพของผู้นับถือศาสนาอื่นด้วยที่รวมทั้งเพกันและศาสนายูดาย บางครั้งก็ในบริเวณเดียวกันหรือบางครั้งก็แยกจากกัน การเก็บศพในสุสานใต้ดินแห่งกรุงโรมเริ่มทำกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2[ต้องการอ้างอิง] ดินภายใต้กรุงโรมเป็นหินทัฟฟ์เหมาะแก่การสร้างอุโมงค์และช่องที่ใช้ในการบรรจุศพ หินทัฟฟ์เป็นหินที่อ่อนที่ขุดง่ายและแข็งตัวเมื่อถูกอากาศ สุสานบางสุสานยาวหลายกิโลเมตรและอาจจะมีด้วยกันถึงสี่ชั้นหรือสี่ระดับ
สุสานใต้ดินของโรมันคาทอลิกมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อนักประวัติศาสตร์ศิลปะในการศึกษาศิลปะคริสต์ศาสนาของสมัยคริสเตียนยุคแรกเพราะในสุสานมีตัวอย่างงานจิตรกรรมฝาผนัง และ ประติมากรรมจากราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 สุสานใต้ดินของยูดายก็เช่นเดียวกันที่มีความสำคัญในการศึกษาวัฒนธรรมของศาสนายูดายในช่วงเวลาเดียวกัน









มหาวิหารเซนต์จอห์นแลเตอร์รัน[1] (ภาษาอังกฤษ:Basilica of St. John Lateran;ภาษาอิตาลี: Basilica di San Giovanni in Laterano) เป็นมหาวิหารของกรุงโรมและเป็นที่นั่งประจำตำแหน่งของสังฆราชของโรมซึ่งก็คือพระสันตะปาปา ตำแหน่งเป็นทางการคือ “Archibasilica Sanctissimi Salvatoris” หรือ “Archbasilica of the Most Holy Saviour” (มหาวิหารแห่งมหาวิหารแห่งพระไถ่บาปผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด) มหาวิหารเซนต์จอห์นเป็นมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดและมีตำแหน่งสูงสุด--เพราะเป็นมหาวิหารแห่งโรม--ในบรรดามหาวิหารหลักสี่มหาวิหารในกรุงโรม และมีตำแหน่งเป็นวัดแม่ของวัดนิกายโรมันคาทอลิกทั้งหมด
คำจารึกด้านหน้าวัด “Christo Salvatore” (พระเยซูผู้ไถ่บาป) อุทิศมหาวิหารนี้ให้เป็นมหาวิหารแห่งมหาวิหารที่อุทิศให้กับพระเยซูผู้เป็นพระมหาไถ่เอง เพราะมหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารของสังฆราชจึงมีอาสนะหรือบัลลังก์บาทหลวง และเป็นวัดที่สำคัญที่สุดที่เหนือกว่าวัดอื่นรวมทั้ง มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ด้วย





ตึกแพนธีอัน (ละติน: Pantheon[nb 1]; ออกเสียง: /pænˈθiː.ən/ หรือ /ˈpænθi.ən/,[1]) “แพนธีอัน” มาจาก กรีก: Πάνθεον ที่แปลว่า “พระเจ้าทั้งหมด” เป็นสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่ในกรุงโรม เดิมสร้างโดยมาร์คัส วิพซานิอัส อกริพพา (Marcus Vipsanius Agrippa) สำหรับเป็นเทวสถาน (Roman temple) สำหรับเทพต่างๆ ของโรมันโบราณ โรมันโบราณ ต่อมาก็ได้รับการสร้างใหม่ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2
แต่ตัวสิ่งก่อสร้างจะอุทิศให้แก่เทพเท่าใดนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันอยู่ คำว่า “แพนธีอัน” โดยทั่วไปในปัจจุบันหมายถึงอนุสาวรีย์ที่เป็นที่เก็บศพของคนสำคัญ แพนธีอันเป็นสิ่งก่อสร้างจากสมัยโรมันที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดสิ่งหนึ่ง และได้รับการใช้สอยตลอดมาในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ก็ใช้เป็นคริสต์ศาสนสถานของโรมันคาทอลิก ที่อุทิศให้ “พระแม่มารีและผู้พลีชีพเพื่อศาสนา” ตัวตึกเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีโดมขนาดใหญ่ที่เก่าที่สุดในกรุงโรม ความสูงของช่องตา (oculus) บนเพดานและเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องวัดจากด้านในเท่ากับ 43.3 เมตรเท่ากัน[2]




จตุรัสโรมัน หรือ โรมันฟอรุม (อังกฤษ: Roman Forum; ละติน: Forum Romanum) บางครั้งก็รู้จักกันในชื่อภาษาละตินว่า “ฟอรุมโรมานุม” ตั้งอยู่ระหว่างเนินพาเลติเน (Palatine hill) และเนินแคปิโตลิเน (Capitoline hill) ในกรุงโรมในประเทศอิตาลี บริเวณนี้เป็นบริเวณศูนย์กลางของการวิวัฒนาการของวัฒนธรรมโรมันมาแต่โบราณ ประชาชนมักจะเรียกบริเวณนี้ว่า “ฟอรุมแม็กนุม” หรือเพียงสั้นๆ ว่า “ฟอรุม”
โครงสร้างที่เก่าและสำคัญที่สุดต่างๆ ของเมืองเก่าต่างก็ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ที่รวมทั้งที่ประทับเดิมที่เรียกว่า “เรเจีย” (Regia) และกลุ่มสิ่งก่อสร้างรอบๆ สำหรับ “เทพีพรหมจารีย์” (Vestal virgins) สาธารณรัฐโรมันมีตึกรัฐสภา (Comitium) ที่เป็นที่ประชุมของวุฒิสมาชิกในบริเวณนี้ด้วย จตุรัสเป็นเหมือนจตุรัสศูนย์กลางของเมืองที่ประชาชนใช้เป็นที่ชุมนุมในกิจการต่างๆ ของรัฐ และยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของสาธารณรัฐ และจักรวรรดิต่อมา
สิ่งก่อสร้างในบริเวณจตุรัสก็มีด้วยกันหลายอย่างที่รวมทั้งเทวสถานเช่นเทวสถานแห่งอันโตนินัสและฟาอัสตินา, ประตูชัยเช่นประตูชัยเซ็พติมิอัส เซเวอรัส[1] และอื่นๆ

หอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตรเริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี
หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมากาลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้
ในปี ค.ศ.1934 เบนิโต มุสโสลินี พยายามจะทำให้หอกลับมาตั้งฉากดังเดิม โดยเทคอนกรีตลงไปที่ฐาน แต่กลับทำให้หอยิ่งเอียงมากขึ้นไปอีก กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ยิงปืนใหญ่ใส่หอเอนเมืองปิซา
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลี พยายามหยุดการเอียงของหอเอนเมืองปิซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตัน ค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา
ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1990 หอเอนเมืองปิซาถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังขุดดินของอีกด้านหนึ่งออก เพื่อให้สมดุลยิ่งขึ้น และในวันที่ 15 ธันวาคม 2001 หอเอนเมืองปิซาถูกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้ง และถูกประกาศว่าสมดุลแล้วใน 300 ปีต่อมาหลังจากเริ่มทำการปรับปรุง
ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย
นอกจากนี้หอเอนเมืองปิซานี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองความจริง เรื่องน้ำหนักของของที่ตกเป็นผลสำเร็จอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กรีก(สถานที่สำคัญ)





วิหารพาร์เธนอน (ภาษากรีก:το parthenon) คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของสถาปนิกในสมัยนั้นและถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และยาว 228.0 ฟุตหรือ 69.5 ม.
คำว่า พาร์เธนอน นั้นน่าจะมาจากประติมากรรมที่เคยตั้งอยู่ภายในวิหาร คือ Athena Parthenos ซึ่งมีความหมายว่า เทพีอันบริสุทธิ์ วิหารพาร์เธนอนสร้างตามการริเริ่มของเพริเคิล ผู้นำกรุงเอเธนส์ในสมัยนั้น และสร้างโดยมีประติมากรฟีเดียสเป็นผู้ควบคุมงาน การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ 447 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงแม้ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 438 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการตกแต่งเพิ่มเติมอีก 5 ปี บัญชีส่วนหนึ่งของการก่อสร้างครั้งนี้หลงเหลืออยู่ และแสดงให้เห็นว่างานที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด คือ การขนย้ายหินจากเขาเพนเทลิกัส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ไปกว่า 16 กิโลเมตร
วิหารพาร์เธนอนมีขนาดกว้าง 30.9 เมตร ยาว 69.5 เมตร (101.4 × 228.0 ฟุต) เสาภายนอกแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.9 เมตร (6.2 ฟุต) และสูง 10.4 เมตร (34.1 ฟุต) เสาที่หัวมุมของวิหารจะมีขนาดใหญ่กว่าเสาอื่นๆ เล็กน้อย หลังคาปูด้วยหินอ่อนซ้อนกัน
เมื่อนำขนาดของวิหารนี้มาคำนวณเป็นอัตราส่วน จะพบว่าหลายๆ แห่งเป็นอัตราส่วนทองคำ





อะโครโพลิส (Acropolis) คือ ป้อมปราการที่อยู่บนเทือกเขาสูง มีรากศัพท์คือ Acro มาจาก Akros แปลว่าสูง และ Polis แปลว่าเมือง ซึ่งมีอยู่หลายจุดในประเทศกรีซ โดยทั่วไปจะมีวิหารสำหรับเทพผู้พิทักษ์เมือง อะโครโพลิสที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ อะโครโพลิสแห่งเอเธนส์ ซึ่งมีวิหารสามแห่ง คือ วิหารพาร์เทนอน(Parthenon) วิหารอิเรกเทียม (Erechtheum) และมีโรงละครอีกสองแห่งคือ โรงละครเฮโรเดส อัตติกัส (Theatre of Atticus) และโรงละครไดโอนีซัส (Theatre of Dionysus)





อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูส นั่งบนบัลลังก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากมาประกอบกันขึ้น ผู้ที่ปั้นเทวรูปซีอุสนี้ เป็นปฏิมากรเอกชาวกรีก ชื่อ ฟีดีอัส เป็นคนเดียวกับที่สร้างวิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ และสนามกีฬาโอลิมปิค เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า ชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้

เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน
ประวัติความเป็นมาของรูปปั้นมหึมานี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาวแมซีโดเนียน พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและทหาร มากมาย แต่ชาวเกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส แห่ง ลินดัส ด้วยความยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการหลุดพ้นจากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้สร้างรูปปั้นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรืออพอลโล
เฮลิออส หรือ อพอลโล เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะของชาวกรีกและโรมันสมัยโบราณ ถือกันว่าสวยที่สุดในจำพวกผู้ชาย รูปปั้นนี้มีชื่อว่า โคลอสซัส หล่อขึ้นมาจากโลหะต่าง ๆ ที่เหลือจากการสงครามและชาวแมซีเนียนทิ้งไว้ ชาเรสทำงานหนักตลอดเวลา 12 ปี ทุ่มเทให้กับรูปปั้นนี้ แต่มีเรื่องเล่าว่าพอรูปปั้นนี้เสร็จเขาก็ได้พบว่าคำนวณสัดส่วนผิดไป ชาเรสผิดหวังมากถึงกับปลิดชีพตัวเอง แต่รูปปั้นโคลอสซัสนี้ก็มีชื่อเสียงมากถึงกับเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
รูปปั้นโคลอสซัสมีอายุสั้นที่สุดเพียว 56 ปีเท่านั้น แผ่นดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง ทลายลงมาระเนระนาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ในต้นศตวรรษแรกเมื่อพวกอาหรับยึดครองเกาะโรดส์ในสมัย ศตวรรษที่ 7 รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไปยังพ่อค้าชาวยิว การขนย้ายต้องใช้อูฐเป็นร้อยและวนเวียนถึงเก้าเที่ยว

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ฝันจะเป็นเเละโตไปอยากเป็น

ผมฝันว่าอยากเป็น นักโบราณคดี โตไปผมจะเป็นสถาปนิก
ที่ผมฝันว่าอยากเป็นเพราะผมเป็นไม่ได้เพราะไม่เก่งด้านนี้เเต่ผมชอบเเละค้นคว้าทางด้านนี้
ที่ผมสนใจด้านนี้เพราะผมว่าการออกไปเจอค้นพบของโบราณเป็นเรื่องนาสนุกเเละตื่นเต้น
เเรงบันดาลใจที่ผมฝันอยากเป็นนั้นมันเริ่มจากการดูภาพยนตร์เเน่นอนว่าเด็กแทบทุกคนได้เเรงบันดาลใจจาก
ภาพยนตร์ และภาพยนต์ที่ทำให้ผมชอบด้านนี้เช่น Tomb raider Indiana Jones ตามล่ามหาสมบัติ1,2

เริ่มจาก tomb raider เรื่องนี้มีสาวน้อยชื่อว่า Lara croft เธอเป็นนักล่าสมบัติผู้ยิ่งใหญ่ เธอมีคว้ารู้อดทน
มีไหวพริบในการเอาตัวรอดจากกับดัก เเละมีฝีมือในกาต่อสู้มาก

ต่อไปคือ Indiana Jones เรื่องนี้มีชายคนหนึ่งชื่อ DR. Jones ในเรื่องนี้เขาเป็น นักโบราณคดี เขามี่ความรู้
มากมีไหวพริบในการเอาตัวรอดจากกับดักเขาเป็นคนดี

คำว่าฝันอยากจะเป็นและโตไปอยากเป็นมันมีความหมายแตกต่างกัน
สุดท้ายคือ ตามล่ามหาสมบัติ1,2 เรื่องนี้มีชายหนุ่ม(จำชื่อไม่ได้ เเต่ นิโคลัส เคจ เล่น) เขาได้ไปในที่แปลกเเละยังไม่ถูกค้นพบ
เขามีความรู้ในการถอดรหัสปริศนามากมาย เขาเป็นคนดีเสียสละ(เเต่ไม่ตาย)





วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ดารามีความสามารถ


ชื่อ ญาณิน วิสมิตะนันทน์

ชื่อเล่น จีจ้า

เกิด 31 มีนาคม 2527

สถานะ โสด

อายุ 25ปี

สูง 162 ซม.

หนัก 38 กก.

ประเภท นักเเสดง

ประวัติส่วนตัว

การศึกษา โรงพยาบาลเเพทย์ปัญญา กรุงเทพ Thailand

คณะนิเทศสาสตร์ สาขาภาพยนต์ เเละ ดิจิตอล ม.เกษมบัณฑิต

ผลงานที่ผ่านมา

สาวน้อยขี้โรคตัดสินใจเรียนเทวันโดเมื่ออายุ 11 ปี

ด้วยความที่ชอบเทวันโดเรียนได้สายดำที่ 1 เพียง 2ปี

อายุ 13ปี ได้สายดำที่ 2

ได้สายดำที่ 3 ปี 2546

เป็นครูสอนเทวันโดเพีงอายุ 14ปี ศึกษาอยู่มัธยมปลาย

เเข็งกีฬาเทวันโดคว้าเหรีญทองมาได้

ได้มีฏโอกาสเล่นหนังเมื่อจบการศึกษามัธยมปี 6




วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เรื่องเเปลกๆ 3อันดับของโลก



อันดับ 3 : คร็อพเซอร์เคิล วงกลมประหลาด รูปร่างแปลกๆหลายรูป ที่ยังคงต้องการคำตอบเหตุแห่งการ เกิด ชาวเมืองเอฟเบอรี่คุ้นเคยกับมันดี วงขนาดใหญ่ ยาวกว่า 200 เมตร กว้าง ร่วม 40 เมตร เกิดกระจัดกระจายไปทั่วทุ่งนา นำความเสียหายปนความสงสัย ให้กับเจ้าของที่นาบริเวณนั ้นเป็นอย่างมาก มีทฤษฎีหลายทฤษฎีถูกตั้งขึ้นมา เพื่อตอบคำถามของ คร็อพ เซอร์เคิล มันอาจเป็นข้อความ หรือภาษาที่ใช้สื่อ สารกันระหว่างมนุษย์ต่างดาว หรืออาจเป็นแค่วงกลมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเรียก ร้องความสนใจแค่นั้นเองก็ได้


อันดับ 2 : ยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์ เดินทางมาสัมผัสเกาะปริศนาที่โดดเดี่ยว เวิ้งว้างกลางมหาสมุทร รูปสลักหิน ลึกลับขนาดมหึมากว่า 800 รูป เรียงรายเต็มฝั่งทั่วเกาะ ทั้งที่ไม่มีคนอยู่ รูป สลักนี้มาจากไหน ? สร้างขึ้นได้อย่างไร ? อาจเป็นชาวโพลีนีเชียนชนพื้นเมือง ที่มาตั้งรกรากเมื่ อ ค.ศ. 400 เป็นผู้สร้างขึ้น แต่ทำไมถึงสร้าง และอยู่บริเวณ นี้ได้อย่างไรยังคงเป็นปริศนาดำมืด ด้วยวิวัฒนาการความรู้ของคนในสมัยอดีต เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะยกหินที่หนักกว่า 75 ตันมาไว้ตามชายฝั่งได้ ไม่ว่า จะด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงกระนั้นรูปปั้นเหล่านี้ก็ยังคงถูกทิ้งไว้เพื่อค้น หาคำตอบต่อไป



อันดับ 1 : แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ มันคงเป็นปริศนาต่อไป และน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะ ปริศนาอันดับ 1 ที่ยังคงค้างคาใจเรา ฆาตกรต่อเนื่อง แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อาชญากรระดับ โลกที่ยังจับตัวไม่ได้ การสังหารอย่างโหดมของเหยื่อหลายรายติดๆ กันถูกก ล่าวขานถึง ย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอนสร้างชื่อกระฉ่อนถึงความ น่าส ะพรึงกลัว ไม่เพียงแต่ไร้วี่แวว ของฆาตกร การพิสูจน์ หรือทดสอบด้าน นิติวิทยาศาสตร์ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร จึงไม่มีเหตุผล หรือหลักฐานหนักแน่น ในการมัดฆาตกร จากคดีฆาตกรรมที่โด่งดัง ทำให้มีผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้น มาก มายหลักฐานสำคัญต่างๆ ถูกผุดขึ้นมาภายหลัง จะเป็นไปได้มั้ยที่จะสืบสาว หาฆาตกรตัวจริงได้ แม้ฆาตกรคนนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่ให้จับแล้วแต่ก็ยังดีที่ได้รู้ว่า ฆาตกรตัวจริงผู้นั้นคือใคร ?

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กรีก( บุคคลสำคัญ )


อเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นพระโอรสของพระเจ้าฟิลลิปที่ 2เเห่งมาซีโดเนียพระองค์เป็นศิษย์ของอริสโตเติลผู้เป็นมหานักปราชญ์แห่งโลกตะวันตก เมื่อยังทรงพระเยาว์ พระองค์สามารถปราบพยศม้าสีดำตัวหนึ่งที่ไม่มีใครปราบได้ ทำให้พระเจ้าฟิลิปที่ 2 อุทานว่า " มาซิโดเนีย เล็กเกินไปแล้วสำหรับเจ้า " และทรงซื้อม้าตัวนี้ให้แก่พระองค์ พระองค์ตั้งชื่อม้าตัวนี้ว่า บูซาเฟลัส แปลว่า หัววัวซึ่งต่อมาบูซาเฟลัสเป็นม้าคู่พระทัยพระองค์ และทรงใช้ทำศึกเสมอมา เมื่อพระเจ้าฟิลิปส์ที่ 2 ถูกลอบปลงพระชนม์ เหล่านายทหารในกองทัพจึงสนับสนุนให้อเล็กซานเดอร์ ซึ่งในขณะนั้นอายุเพียง 20 ปี ขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของมาเซโดเนีย

เเละในศึกครั้งหนึ่ง ม้าบูเซฟาลุสก็ล้มตายลงในสงครามอินเดียพระเจ้าอเล็กซานเดอณจึงสร้างเมืองขึ้นเเละตั้งชื่อเมืองตามชื่อม้า เมื่อพระองค์เป็นกษัตริย์ขณะนั้นเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง พระองค์จึงออกกฎหมายใหม่ เพื่อควบคุมความวุ่นวายเเละเข้าบุกยึด อาณาจักเปอร์เซีย อียิปต์ จากนั้นก็ตั้งเมืองที่เเม่นำไนล์เเละเเละตั้งชื่อเมืองว่า อเล็กซานเดรีย ในด้านการศึกเมื่อพระองค์เดินทัพสู่เอเชียไมเนอร์พระองค์ทรงทำศึกกับรถศึกของกษัตริย์กอร์ดิอุสซึ่งตำนานเล่าว่า ผู้ใดที่สามารถเเก้ปมของรถศึกได้ เป็นผู้ครองโลกซึ่งพระองค์ก็ทำสำเร็จ ในขณะนั้นพระองค์เป็นกษัตริย์เเห่งมาซีโดเนีย กรีซ อียิปต์ เปอร์เซียเเละเอเชียถือว่าเป็นดินเเดนครึ่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

ปีทาโกรัสเกิดเมื่อประมาณ 582 ก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ ปีทาโกรัสเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ ทฤษฎีของเขาได้นำมาพิสูจน์และพบว่าถูกต้องน่าเชื่อถือและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากปีทาโกรัสเป็นนัก ปราชญ์ที่เกิดก่อนคริสต์ศักราชถึง 500 ปี ดังนั้นประวัติชีวิตส่วนตัวของเขาจึงไม่มีการบันทึกไว้มากนัก เท่าที่มีการบันทึกไว้พบว่าเขาเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถ และเป็นที่นับถือของชาวเมืองมากทีเดียว เมื่อปีทาโกรัสอายุได้ 16 เขาได้เดินทางไปศึกษาวิชากับเทลีส (Thales) นักปราชญ์เอกคนแรกของโลก แม้ว่าเทลีสจะเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวางในหลายสาขาวิชา และได้ถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้กับปีทาโกรัสจนหมดสิ้น แต่ปีทาโกรัสก็ยังต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีก ดังนั้นในปี 529 ก่อนคริสต์ศักราช ปีทาโกรัสจึงออกเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ เช่น อาระเบีย เปอร์เซีย อินเดีย และอียิปต์ตามลำดับ เขาได้กลับจากการเดินทางกลับเกาะซามอส และพบว่าเกาะซามอสได้อยู่ในความปกครองของโพลีเครตีส (Polycrates) และอีกส่วนหนึ่งได้ตกเป็นของเปอร์เซีย เมื่อปีทาโกรัสเห็นเช่นนั้น จึงเดินทางออกจากเกาะซามอสไปอยู่ที่เมืองโครตอน (Croton) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี และที่เมืองโครตอนนี้เองปีทาโกรัสได้ตั้งโรงเรียนขึ้น โรงเรียนของปีทาโกรัสจะสอนเน้นหนักไปในเรื่องของปรัชญาคณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ปีทาโกรัสได้กล่าวว่า "คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่มีคณิตศาสตร์แล้ว ทุกอย่างก็จะไม่เกิดขึ้น" ข้อเท็จจริงข้อนี้ถือว่าถูกต้องที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การคำนวณหาระยะทางหรือแม้กระทั่งการประดิษฐ์เครื่องใช้ การค้นพบเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ของเขา ได้แก่ การพบเลขคี่ โดยเลข 5 เป็นเลขคี่ตัวแรกของโลกและเลขยกกำลังสอง นอกจากนี้ปีทาโกรัสยังแบ่งคณิตศาสตร์ออกเป็น 2 สาขา คือ 1. เลขคณิต ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข 2. เรขาคณิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปทรงต่าง ๆ เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม สามเหลี่ยม และหกเหลี่ยม เป็นต้น


ฮิปโปเครติส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายแพทย์คนสำคัญคนแรกในยุคก่อนคริสตกาล เกิดที่เกาะคอส ประเทศกรีก เมื่อประมาณ 460 ปีก่อนคริสตกาล นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์รู้ประวัติของเขาน้อยมาก ทราบแต่เพียงว่าบิดาของเขาก็เป็นแพทย์เช่นกัน ผู้คนในสมัยกรีกโบราณมีความเชื่อมั่นในตัวฮิปโปเครติสมากจนมีคำกล่าวกันว่า เขาถูกเทพเจ้าแห่งแพทย์ของกรีกคือ “อีสคัลเลเปียส” ส่งลงมาเกิด
ฮิปโปเครติส เริ่มงานแพทย์ของเขาที่กรุงเอเธนส์ โดยเดินทางไปรักษาคนไข้ในที่ต่างๆเขาไม่เชื่อเรื่องเวทมนต์และไม่เคยใช้เครื่องลางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาคนไข้ ที่มักจะทำกันในสมัยนั้น แต่จะทำการรักษาคนไข้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์เท่าที่จะทำได้ เขาจะเขียนอธิบายอาการของผู้ป่วยและวิธีการรักษาไว้อย่างละเอียด และเป็นคนแรกที่คิดว่าการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อโรคจะต้องมีวิชาวิทยาศาสตร์เป็นรากฐาน และจากหลักฐานและข้อเขียนเหล่านี้ทำให้เราทราบว่าเขามีความละเอียดถี่ถ้วนและมีความชำนาญทางด้านการแพทย์มาก มีมาตรฐานในการทำงานสูง เขาจะอุทิศชีวิตของเขาในการรักษา จนได้ชื่อว่า “บิดาแห่งวิชาแพทย์”
ฮิปโปเครติส ถึงแก่กรรมขณะมีอายุเกือบถึง 100 ปี